New Qashier Bookings. Turn appointments into repeat clients. Bookings, POS & loyalty, unified. Learn moreเรียนรู้เพิ่มเติม
Back to Resources Centreกลับไปที่ศูนย์รวมข้อมูล
Running Your Business

วิธีคำนวณต้นทุนอาหาร (Food Cost) และตั้งราคาเมนูให้ร้านไม่ขาดทุน

9 September 2026

วิธีคำนวณต้นทุนอาหาร (Food Cost) และตั้งราคาเมนูให้ร้านไม่ขาดทุน

วิธีคำนวณต้นทุนอาหาร (Food Cost) และตั้งราคาเมนูให้ร้านไม่ขาดทุน

ลองนึกภาพนี้ดู ร้านของคุณขายกะเพราหมูสับได้วันละร้อยกว่าจาน คิวลูกค้าไม่เคยขาด รีวิวก็ดี แต่พอสิ้นเดือนเปิดบัญชีดูกลับพบว่ากำไรเหลือน้อยกว่าที่ควร หรือบางเดือนแทบเท่าทุน... ถ้าเรื่องนี้ฟังดูคุ้น ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่คุณ "ไม่เคยรู้ต้นทุนต่อจานที่แท้จริง" ต่างหาก

เจ้าของร้านจำนวนมากตั้งราคาเมนูจากความรู้สึก เช่น "ร้านข้างๆ ขาย 60 เราก็ขาย 60 เหมือนกัน" หรือ "ราคานี้น่าจะกำไรอยู่แล้ว" โดยไม่เคยคำนวณจริงว่าแต่ละจานที่ขายออกไปเหลือกำไรกี่บาท ผลคือร้านอาจขายดีมากแต่กำไรบางจนแทบไม่รู้สึก หรือแย่กว่านั้นคือขาดทุนสะสมโดยไม่รู้ตัวมาหลายเดือน บทความนี้จะพาคุณคำนวณ Food Cost แบบทีละขั้นตอนด้วยตัวเลขจริง เพื่อให้ตั้งราคาเมนูได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่แค่เดาไปเรื่อยๆ

Food Cost คืออะไร ทำไมเจ้าของร้านทุกคนต้องรู้

Food Cost หรือต้นทุนอาหาร คือสัดส่วนของต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารหนึ่งจาน เทียบกับราคาขายของจานนั้น พูดง่ายๆ คือ "จากทุกบาทที่ลูกค้าจ่าย มีกี่สตางค์ที่หมดไปกับวัตถุดิบ" ตัวเลขนี้สำคัญเพราะเป็นหัวใจของการตั้งราคาเมนูให้มีกำไรพอดี ไม่สูงจนลูกค้าไม่ซื้อ และไม่ต่ำจนร้านขาดทุนทั้งที่ขายดี

ร้านอาหารแต่ละประเภทมีระดับ Food Cost ที่เหมาะสมแตกต่างกันมาก เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทวัตถุดิบ (เนื้อสัตว์ราคาสูงย่อมดัน food cost ให้สูงกว่าเมนูผัก) กลยุทธ์การตั้งราคาของร้าน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ร้านต้องแบกรับ โดยทั่วไปวงการร้านอาหารมักพูดถึงกรอบ food cost กว้างๆ อยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 20 ถึงกว่า 35 แต่ตัวเลขที่ "ดีที่สุด" สำหรับร้านคุณอาจไม่ตรงกับร้านอื่นเลยก็ได้ สิ่งสำคัญกว่าคือการรู้ตัวเลขที่แท้จริงของแต่ละเมนู แล้วนำไปใช้ตัดสินใจอย่างมีข้อมูล ไม่ใช่เอาตัวเลขคนอื่นมาฟันธงกับร้านตัวเอง

สูตรคำนวณ Food Cost พื้นฐาน

สูตรที่ใช้กันทั่วไปในวงการนั้นไม่ซับซ้อน คือ

Food Cost (%) = (ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน ÷ ราคาขาย) x 100

ตัวอย่างเช่น ถ้าเมนูหนึ่งมีต้นทุนวัตถุดิบ 20 บาท ขายราคา 60 บาท ก็จะได้ Food Cost = (20 ÷ 60) x 100 = 33.3% หมายความว่าทุกๆ 100 บาทที่ขายได้ หมดไปกับวัตถุดิบ 33.3 บาท เหลือเป็นส่วนต่างสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นและกำไรอีก 66.7 บาท

แม้สูตรจะดูง่าย แต่จุดที่คนส่วนใหญ่พลาดคือ "ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน" ที่นำมาคำนวณ มักไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เพราะลืมรวมหลายอย่างที่จะอธิบายในหัวข้อถัดไป

ตัวอย่างคำนวณจริงทีละขั้นตอน: กะเพราหมูสับไข่ดาว

มาลองคำนวณ Food Cost ของเมนู "กะเพราหมูสับไข่ดาว" ราคาขาย 60 บาท กันแบบทีละขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1: กำหนดสูตรมาตรฐานและปริมาณวัตถุดิบต่อจาน

ก่อนคำนวณอะไรทั้งสิ้น ร้านต้องมีสูตรมาตรฐาน (standard recipe) ที่ระบุปริมาณวัตถุดิบแต่ละอย่างต่อหนึ่งจานให้ชัดเจน ไม่ใช่กะด้วยสายตา สมมติสูตรของร้านกำหนดไว้ว่า

  • หมูสับ 100 กรัม
  • กระเทียม พริก ใบกะเพรา รวมกัน
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ข้าวสวย 1 จาน
  • เครื่องปรุงรส (ซีอิ๊ว น้ำปลา ซอสหอยนางรม น้ำตาล น้ำมันพืช)

ขั้นตอนที่ 2: คำนวณต้นทุนแต่ละรายการจากราคาซื้อจริง

นำราคาที่ร้านซื้อวัตถุดิบจริงมาหารเป็นต้นทุนต่อหน่วยที่ใช้ เช่น

รายการ

ต้นทุนต่อจาน (บาท)

หมูสับ 100 กรัม

8

กระเทียม พริก ใบกะเพรา

3

ไข่ไก่ 1 ฟอง

5

ข้าวสวย 1 จาน

4

เครื่องปรุงรสรวม

5

รวมต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน

25

ขั้นตอนที่ 3: คำนวณ Food Cost เบื้องต้น

Food Cost = (25 ÷ 60) x 100 = 41.7%

ขั้นตอนที่ 4: ทบทวนว่าต้นทุนแฝงถูกรวมหรือยัง

ตัวเลข 41.7% ที่ได้นี้ยังเป็นแค่ "ต้นทุนวัตถุดิบตรง" (raw food cost) เท่านั้น ยังไม่ได้รวมต้นทุนแฝงอื่นๆ ที่ใช้ไปจริงในการทำอาหารจานนี้ เช่น แก๊สหุงต้ม ไฟฟ้า น้ำ บรรจุภัณฑ์กรณีลูกค้าสั่งกลับบ้าน และค่าเสีย/ของเหลือทิ้งจากการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งเป็นจุดที่ร้านส่วนใหญ่มองข้ามไป (อธิบายรายละเอียดในหัวข้อถัดไป)

ขั้นตอนที่ 5: ใช้ตัวเลขนี้เทียบกับราคาขายเพื่อตัดสินใจ

เมื่อรู้ Food Cost ที่แท้จริงแล้ว เจ้าของร้านจึงนำไปเทียบกับเป้าหมายกำไรที่ต้องการ เพื่อตัดสินใจว่าราคาขาย 60 บาทเหมาะสมแล้ว หรือควรปรับสูตร ปรับปริมาณ หรือปรับราคาขายใหม่

ทำไมร้านจำนวนมากคำนวณ Food Cost ผิดพลาด

สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลข Food Cost ที่ร้านคำนวณเองคลาดเคลื่อนจากความจริง มักมาจากการลืมรวม "ต้นทุนแฝง" เหล่านี้

แก๊สหุงต้ม น้ำ และไฟฟ้า

การผัด ทอด ต้ม อุ่น ล้วนใช้พลังงานที่มีต้นทุนจริง แม้จะดูเป็นตัวเลขเล็กน้อยต่อจาน แต่เมื่อคูณด้วยจำนวนออเดอร์ทั้งเดือนก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมนูที่ต้องใช้เวลาปรุงนาน เช่น ต้มหรือตุ๋น

บรรจุภัณฑ์สำหรับขายกลับบ้านหรือเดลิเวอรี่

กล่องข้าว ถุงพลาสติก ช้อนส้อม ซองซอส เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทุกครั้งที่มีออเดอร์กลับบ้าน แต่หลายร้านคิดต้นทุนเมนูแบบเดียวกันหมดไม่ว่าจะทานที่ร้านหรือสั่งกลับ ทำให้ตัวเลข Food Cost ของออเดอร์เดลิเวอรี่ต่ำกว่าความจริง

ค่าเสียและของเหลือทิ้ง (Waste/Shrinkage)

ผักที่ต้องเด็ดทิ้งบางส่วน เนื้อที่ตัดแต่งแล้วมีเศษเหลือ วัตถุดิบที่เก็บไม่ทันจนเสีย หรือจานที่ทำผิดต้องทำใหม่ ทั้งหมดนี้คือต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่ได้ถูกขายออกไป ร้านที่คำนวณต้นทุนจาก "ราคาวัตถุดิบที่ซื้อมาหารด้วยปริมาณที่ควรใช้พอดี" โดยไม่คำนึงถึงส่วนที่เสียหรือทิ้งไป มักได้ตัวเลข Food Cost ที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ

แรงงานเตรียมวัตถุดิบ (Prep Labor)

แม้จะไม่นับรวมในสูตร Food Cost แบบพื้นฐาน แต่เวลาที่พนักงานใช้หั่น เตรียม หมัก ก็เป็นต้นทุนที่ควรพิจารณาประกอบเมื่อตั้งราคาเมนูที่ขั้นตอนเตรียมซับซ้อนเป็นพิเศษ

เมื่อรวมต้นทุนแฝงเหล่านี้เข้าไปด้วย ร้านหลายแห่งจะพบว่า Food Cost ที่แท้จริงสูงกว่าที่เคยคิดไว้พอสมควร ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมยอดขายดีแต่กำไรกลับไม่เป็นไปตามคาด

ตารางตัวอย่างคำนวณ Food Cost ของ 3 เมนู

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างการคำนวณต้นทุนวัตถุดิบและ Food Cost ของ 3 เมนูสมมติที่ร้านอาหาร/คาเฟ่ทั่วไปมักมีขาย

เมนู

ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน (บาท)

ราคาขาย (บาท)

Food Cost (%)

กำไรขั้นต้นต่อจาน (บาท)

กะเพราหมูสับไข่ดาว

25

60

41.7%

35

ส้มตำไทย

20

50

40.0%

30

กาแฟลาเต้เย็น

25

65

38.5%

40

จากตารางจะเห็นว่าแม้กาแฟลาเต้เย็นจะมี Food Cost เป็นเปอร์เซ็นต์ใกล้เคียงกับอีกสองเมนู แต่กลับให้กำไรขั้นต้นต่อจานสูงที่สุด นี่คือเหตุผลที่การดู "เปอร์เซ็นต์ Food Cost" อย่างเดียวไม่พอ ต้องดู "กำไรขั้นต้นเป็นบาท" ควบคู่ไปด้วยเสมอ เพราะเมนูที่ Food Cost เปอร์เซ็นต์สูงกว่าอาจยังทำกำไรเป็นบาทได้มากกว่าเมนูที่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ดูดีกว่าก็ได้ ขึ้นอยู่กับราคาขายและปริมาณที่ขายได้ในแต่ละเดือน

วิธีตั้งราคาขายเมนูให้ร้านไม่ขาดทุน

เมื่อรู้ต้นทุนที่แท้จริงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งราคาขายให้ครอบคลุมทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนแฝง และเป้าหมายกำไรของร้าน วิธีที่นิยมใช้กันคือการตั้ง "เป้าหมาย Food Cost" ไว้ล่วงหน้าตามประเภทร้านและกลยุทธ์ราคาของตัวเอง แล้วคำนวณย้อนกลับเป็นราคาขายด้วยสูตร

ราคาขายที่ควรตั้ง = ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน (รวมต้นทุนแฝงแล้ว) ÷ เป้าหมาย Food Cost (%)

ตัวอย่างเช่น ถ้าร้านตั้งเป้าหมาย Food Cost ไว้ที่ 30% และเมนูหนึ่งมีต้นทุนรวมต้นทุนแฝงแล้วอยู่ที่ 24 บาท ราคาขายที่ควรตั้งคือ 24 ÷ 0.30 = 80 บาท สูตรนี้ช่วยให้ร้านไม่ต้องเดาราคาแบบสุ่มๆ อีกต่อไป และยังช่วยให้ตั้งราคาเมนูใหม่ได้อย่างมีหลักการทุกครั้งที่ต้องเพิ่มเมนู หรือเมื่อราคาวัตถุดิบผันผวนขึ้นจนต้องทบทวนราคาขาย

สิ่งสำคัญคือเป้าหมาย Food Cost ที่แต่ละร้านตั้งไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ร้านที่ขายเมนูเนื้อพรีเมียมอาจยอมรับ Food Cost ที่สูงกว่าเพราะราคาขายก็สูงตามไปด้วย ในขณะที่ร้านเครื่องดื่มหรือของว่างอาจตั้งเป้าหมาย Food Cost ต่ำกว่าเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านอื่น เจ้าของร้านควรทดลองคำนวณจากต้นทุนจริงของตัวเองและเป้าหมายกำไรที่ต้องการ มากกว่าเอาตัวเลขจากร้านอื่นมาใช้ตรงๆ

จิตวิทยาการตั้งราคาเมนู: ตัวเลขเดียวกันแต่ขายได้ต่างกัน

นอกจากการคำนวณต้นทุนแล้ว วิธี "นำเสนอ" ราคาบนเมนูก็มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าไม่น้อย

Price Anchoring คือการวางเมนูราคาสูงไว้เป็นจุดอ้างอิงบนหน้าเมนู เพื่อให้เมนูราคารองลงมาดูสมเหตุสมผลและน่าซื้อมากขึ้นในสายตาลูกค้า เช่น การวางเซ็ตพรีเมียมราคาสูงไว้บนสุดของหมวดหมู่ ก่อนตามด้วยเซ็ตทั่วไป

การตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9 เช่น 59 บาทแทนที่จะเป็น 60 บาท เป็นเทคนิคทางจิตวิทยาราคาที่ใช้กันแพร่หลาย เพราะสมองมนุษย์มักประมวลผลตัวเลขจากซ้ายไปขวา ทำให้ 59 บาทให้ความรู้สึก "ถูกกว่า" 60 บาทมากกว่าที่ควรจะเป็นตามความต่างจริงเพียง 1 บาท

การจัดหมวดเมนูเชิงกลยุทธ์ (Menu Engineering) คือการจัดวางตำแหน่งเมนูที่มีกำไรขั้นต้นสูงไว้ในจุดที่สายตาลูกค้าจะเห็นก่อน เช่น มุมขวาบนของเมนู หรือกรอบไฮไลต์พิเศษ เพื่อเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเลือกเมนูที่ทำกำไรให้ร้านได้ดีกว่า โดยไม่ต้องลดราคาหรือยัดเยียดขาย เทคนิคนี้จะทำงานได้ผลดีก็ต่อเมื่อร้านรู้ตัวเลขกำไรต่อเมนูที่แท้จริงเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอาจไปไฮไลต์เมนูที่ดูขายดีแต่จริงๆ แล้วกำไรบางก็ได้

Qashier ช่วยให้เห็นตัวเลขจริงแทนการเดา

จะเห็นว่าการคำนวณ Food Cost ที่แม่นยำต้องอาศัยข้อมูลหลายส่วนพร้อมกัน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบต่อจานตามสูตร ต้นทุนแฝงที่เปลี่ยนแปลงตามราคาตลาด และยอดขายจริงของแต่ละเมนู ซึ่งถ้าต้องนั่งคำนวณด้วยมือหรือสเปรดชีตทุกเดือน ก็เสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อนและใช้เวลานาน

ระบบ POS อย่าง Qashier มีฟีเจอร์จัดการสต๊อกวัตถุดิบระดับสูตรอาหาร (recipe-level inventory) ที่ให้ร้านตั้งสูตรมาตรฐานพร้อมปริมาณวัตถุดิบต่อเมนูไว้ล่วงหน้า และตัดสต๊อกอัตโนมัติตามสูตรทุกครั้งที่มีการขาย ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่อจานที่แท้จริงถูกคำนวณจากข้อมูลการขายจริง ไม่ใช่การประมาณการ นอกจากนี้รายงานยอดขายและกำไรต่อเมนูแบบเรียลไทม์ยังช่วยให้เจ้าของร้านเห็นว่าเมนูไหนทำกำไรดี เมนูไหนควรทบทวนราคาหรือสูตร โดยไม่ต้องรอสิ้นเดือนมานั่งไล่บัญชีย้อนหลัง และสำหรับร้านที่มีหลายสาขา การจัดการเมนูและราคาจากส่วนกลางยังช่วยให้ปรับราคาตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วและสม่ำเสมอทุกสาขาพร้อมกัน

หากร้านของคุณกำลังตั้งราคาเมนูจากความรู้สึกหรือเทียบคู่แข่งมาตลอด ลองเริ่มต้นจากการคำนวณ Food Cost จริงของเมนูขายดีสัก 2-3 รายการตามขั้นตอนในบทความนี้ก่อน แล้วพิจารณาว่าระบบ POS ที่ช่วยเห็นตัวเลขต้นทุนและกำไรต่อเมนูแบบเรียลไทม์อย่าง Qashier จะช่วยประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงจากการเดาได้มากแค่ไหน ทักทีมงาน Qashier เพื่อขอคำปรึกษาและสาธิตการใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ตั้งแต่วันนี้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. Food Cost เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี? ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกร้าน เพราะขึ้นอยู่กับประเภทเมนู กลยุทธ์ราคา และค่าใช้จ่ายอื่นที่ร้านต้องแบกรับ วงการร้านอาหารมักพูดถึงกรอบกว้างๆ อยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 20 ถึงกว่า 35 แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการรู้ตัวเลขที่แท้จริงของร้านตัวเองแล้วนำไปตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมกับธุรกิจ

2. ควรคำนวณ Food Cost บ่อยแค่ไหน? แนะนำให้ทบทวนอย่างน้อยเมื่อราคาวัตถุดิบหลักเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือทุกครั้งที่เพิ่มเมนูใหม่ และควรมีการตรวจสอบภาพรวมเป็นประจำ เช่น รายเดือน เพื่อจับความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนได้ทันเวลา ก่อนที่จะกระทบกำไรสะสมหลายเดือน

3. ต้องคิดต้นทุนแฝงอย่างแก๊สหรือค่าเสียเป็นตัวเลขแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม? ไม่จำเป็นต้องแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ในช่วงเริ่มต้น การประมาณเป็นสัดส่วนเพิ่มจากต้นทุนวัตถุดิบตรง เช่น บวกเผื่อไว้จากค่าใช้จ่ายรวมของร้านในแต่ละเดือน ก็ช่วยให้ตัวเลข Food Cost ใกล้เคียงความจริงมากขึ้นกว่าการไม่คิดต้นทุนแฝงเลย และค่อยๆ ปรับให้แม่นยำขึ้นเมื่อมีข้อมูลสะสมมากพอ

4. ทำไมยอดขายดีแต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คิด? สาเหตุที่พบบ่อยคือร้านตั้งราคาเมนูโดยไม่เคยคำนวณต้นทุนที่แท้จริง หรือคำนวณโดยลืมรวมต้นทุนแฝง เช่น ค่าเสียของวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ ทำให้ Food Cost จริงสูงกว่าที่คิดไว้ ยอดขายที่ดูดีจึงไม่ได้แปลงเป็นกำไรตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น

5. ควรตั้งราคาเมนูใหม่ทุกเมนูให้มี Food Cost เท่ากันหรือไม่? ไม่จำเป็น หลายร้านใช้กลยุทธ์ผสมผสาน คือให้บางเมนูมี Food Cost สูงกว่าเพื่อดึงดูดลูกค้า (เมนูซิกเนเจอร์หรือเมนูราคาประหยัด) ในขณะที่เมนูอื่นมี Food Cost ต่ำกว่าเพื่อชดเชยภาพรวม สิ่งสำคัญคือดูกำไรขั้นต้นรวมทั้งร้าน ไม่ใช่มองแยกทีละเมนูเพียงอย่างเดียว

6. ระบบ POS ช่วยเรื่องการคำนวณ Food Cost ได้อย่างไรบ้าง? ระบบ POS ที่มีฟีเจอร์จัดการสต๊อกระดับสูตรอาหารช่วยตัดวัตถุดิบตามสูตรมาตรฐานโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่ขาย ทำให้ต้นทุนต่อจานคำนวณจากข้อมูลการขายจริงแทนการประมาณการด้วยมือ พร้อมรายงานกำไรต่อเมนูที่ช่วยให้เจ้าของร้านเห็นภาพรวมได้เร็วขึ้นและตัดสินใจปรับราคาหรือสูตรได้ทันท่วงที

สรุป

  • Food Cost คือสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบต่อราคาขาย คำนวณจาก (ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน ÷ ราคาขาย) x 100
  • ต้นทุนวัตถุดิบต่อจานที่ใช้คำนวณต้องรวมต้นทุนแฝง เช่น แก๊ส บรรจุภัณฑ์ และค่าเสีย ไม่ใช่แค่ราคาวัตถุดิบตรงเท่านั้น
  • ไม่มีตัวเลข Food Cost ที่ "ดีที่สุด" ตายตัว ต้องพิจารณาจากประเภทร้านและกลยุทธ์ราคาของตัวเอง
  • การตั้งราคาที่ดีต้องผสมผสานทั้งการคำนวณต้นทุนและจิตวิทยาราคา เช่น price anchoring และการจัดหมวดเมนู
  • ระบบ POS ที่มีสต๊อกระดับสูตรอาหารและรายงานกำไรต่อเมนูแบบเรียลไทม์ช่วยให้เห็นตัวเลขจริงแทนการเดา

Ready to grow your business?

Leave your details and our team will be in touch.